ittikorns • อ่านต่อ 3 นาที

ทำความเข้าใจเรื่อง Market Cap หรือ มูลค่าตามราคาตลาด

นักลงทุนมักจะได้ยินถึงหุ้นที่ถูกแบ่งออก Small cap, Mid cap, Large cap แต่เคยรู้หรือไม่ว่าความหมายจริงๆของการแบ่งประเภทเหล่านั้น คืออะไร คำว่า Cap หรือ Capitalization นั้นหมายถึงอะไรกันแน่ แม้ว่าเกณฑ์การจัดแบ่งว่า หุ้นประเภทไหนที่เป็น Small, Mid, หรือ Large cap นั้นจะไม่ได้มีการระบุแบบเจาะจงในตำราหรือทฤษฎี แต่นักลงทุนควรจะเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญในเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นในแต่ละประเภท

การคำนวน มูลค่าตลาด หรือ Market Cap 

มูลค่าตลาด หรือ Market Cap นั้นเป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาพอสมควรซึ่งหมายความว่า มูลค่าตลาดของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียน โดยการคำนวนนั้นสามารถทำได้โดยการนำ ราคาหุ้นมาคูณกับจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 

มูลค่าตลาด (Market Cap) = ราคาหุ้น x จำนวนหุ้นจดทะเบียน

ตัวอย่างเช่น บริษัท SETMONITOR จำกัด (มหาชน) หรือ SETM มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 1 ล้าน หุ้น ซื้อขายล่าสุดที่ 20 บาทต่อหุ้น ดังนั้น มูลค่าตลาดของ SETM จึงเท่ากับ 20 ล้านบาท (20 x 1 ล้าน)  

ทำไม มูลค่าตลาด จึงสำคัญ…

มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าหุ้นราคายิ่งสูงแปลว่าหุ้นนั้นมีขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาหุ้นไม่ได้แสดงถึงขนาดของบริษัทแต่อย่างใด เช่นในกรณีที่บริษัทอย่าง PTT มีมูลค่าตลาดราวๆ 9 แสนล้านบาทโดยมีราคาหุ้นซื้อขายอยู่ราว 300 บาทต่อหุ้น ในขณะที่ SCC มีมูลค่า 5 แสนล้านบาทแต่ซื้อขายอยู่ที่ราว 450 บาทต่อหุ้น ดังนั้นหากเรามองแค่ราคาหุ้นที่ซื้อขายบนกระดานโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าตลาดนั้นอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดถึงขนาดของบริษัทอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้การที่มีการแบ่งประเภทของบริษัทเป็น Small (เล็ก), Mid (กลาง), และ Large (ใหญ่) Cap นั้นจะช่วยแสดงถึงศักยภาพในการเติบโตหรือความเสี่ยงของแต่ละบริษัทได้ เช่นโดยทั่วไป บริษัทบริษัทขนาดเล็ก หรือ Small Cap จะมีการเติบโตที่สูงกว่า บริษัทขนาดใหญ่ หรือ Large Cap แต่ก็จะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน

ประเภทของ มูลค่าตลาด Market Cap

ถึงแม้ว่าจะไม่มีโครงร่างที่ชัดเจนว่าประเภทของมูลค่าตลาดจะต้องเป็นอย่างไรบ้าง แต่นักลงทุนทั่วโลกจะมีความเข้าใจและความเห็นที่ตรงกันอยู่โดย

  • Mega cap - เป็นประเภทของหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ที่ สูงกว่า 2 แสนล้าน โดยมีน้อยหุ้นที่จะตกอยู่ในกลุ่มนี้ และส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของตน ในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีอยู่ 15 บริษัทด้วยกัน เช่น PTT SCC CPN

  • Big/Large cap - เป็นประเภทของหุ้นที่มีมูลค่าตลาด ระหว่าง 1 หมื่นล้านถึง 2 แสนล้าน บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่จะตกอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น TRUE HMPRO ITD โดยทั่วไปหุ้นในกลุ่ม Large cap จะมีความมั่นคงสูง เช่นเดียวกัน Mega cap ทั้งสองกลุ่มจะถูกเรียกอีกชื่อว่า Blue chip.

  • Mid cap -  เป็นประเภทของหุ้นที่มีมูลค่าตลาด ระหว่าง 2 พันล้านถึง 1 หมื่นล้าน และโดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าสองกลุ่มก่อนหน้า หุ้นในกลุ่ม Growth stock หรือ บริษัทที่มีการเติบโตสูงมักจะตกอยู่ใน Mid cap แม้บริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะไม่ใช้ผู้นำตลาด แต่อาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้นำได้

  • Small cap - โดยทั่วไปจะเป็นบริษัทใหม่ และความมูลค่าตลาด ระหว่าง 300 ล้านถึง 2 พันล้าน แม้โดยทั่วไปบริษัทในกลุ่มนี้จะมีข้อมูลย้อนหลังที่สั้น หุ้นในกลุ่ม Small cap อาจจะให้ผลตอบแทนที่สูงมากจากการเติบโตที่ก้าวกระโดด แต่ความเสี่ยงก็จะสูงมากเช่นกัน SUPER เป็นตัวอย่างที่ดี ในปี 2010 มูลค่าตลาดของ SUPER อยู่ที่ 250 ล้าน ในปี 2016 มูลค่าตลาดเกือบ 4 หมื่นล้าน (ตัวอย่างตามภาพด้านล่าง)

  • Micro cap - หุ้นในกลุ่มนี้มักจะถูกเรียกว่า Penny stock หรือ หุ้นต่ำบาท เพราะราคาหุ้นมักจะเป็นหลักสตางค์ หุ้นในกลุ่มนี้จะเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ก่อนเข้าลงทุนนักลงทุนควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและธุรกิจของหุ้นให้ดีเพราะความเสี่ยงจัดว่าอยู่ในอันดับที่สูงที่สุด

นักลงทุนควรเข้าใจว่าส่วนประกอบของประเภทต่างๆ ของหุ้นไม่ว่าจะ Small, Mid, หรือ Large cap นั้นไม่ได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และความเสี่ยงหรือผลตอบแทนที่คาดหวังได้ของหุ้นในแต่ละกลุ่มก็เป็นเพียงความเชื่อโดยทั่วไป บริษัทแต่ละบริษัทเองไม่ว่าจะมีมูลค่าตลาดมากน้อยแค่ไหนก็จะมีความเสี่ยงและศักยะภาพในการเติบโตที่ไม่เท่ากัน หากแต่ประเภทของบริษัท เล็กหรือใหญ่นั้น สามารถชี้นำได้บ้างก่อนการเข้าไปเจาะลึกถึงพื้นฐานอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนแแสดงความคิดเห็น