ittikorns • อ่านต่อ 2 นาที

ROE (Return on Equity) ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น คือ?

ROE (Return on Equity) ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น นั้นเป็นอีกอัตราส่วนทางการเงินที่มีความสำคัญไม่แพ้กับ ROA ที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ โดยในการอธิบายสั้นๆ ROE นั้นจะสามารถบอกถึงศักยภาพว่าบริษัทมีความสามารถในการเปลี่ยนเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้นลงทุนไปได้ดีมากน้อยแค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่นหาก ROE เท่ากับ 1% นั้นหมายความว่าทุก 100 บาทที่นักลงทุนลงทุนไปบริษัทสามารถนำเงินนั้นไปทำกำไรกลับมา 1 บาท

วิธีการคำนวณหา ROE

ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น

มือใหม่ทำความกับ ROE (Return on Equity)

ร้านขนมปังหัวมุมถนนสุขุมวิทมีกำไรสุทธิปีที่แล้ว 10,000,000 บาท มีสินทรัพย์ทั้งหมด 30,000,000 บาท และ หนี้สินทั้งหมด 10,000,000 บาท

ดังนั้นเราจะมาคำนวณหา ส่วนของผู้ถือหุ้นก่อนโดย

ส่วนของผู้ถือหุ้น = รวมสินทรัพย์ทั้งหมด - รวมหนี้สินทั้งหมด

ส่วนของผู้ถือหุ้น30,000,000 - 10,000,000 = 20,000,000 บาท

ROE = 10,000,000 (กำไรสุทธิ) / 20,000,000 (ส่วนของผู้ถือหุ้น) = 50%

นั้นหมายความว่าร้านขนมปังสามารถทำกำได้ 0.5 บาท ทุกๆ เงินลงทุน 1 บาทจากผู้ถือหุ้น

ทำไม ROE ถึงสำคัญ

บริษัทที่ ROE เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นแปลว่าบริษัทสามารถในการบริหารและทำกำไรจากส่วนของผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้า ROE ลดลงก็บอกถึงการที่บริษัทอาจบริหารเงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นได้ไม่ดีมากนัก

แต่ถ้าต้องทำความเข้าใจว่าถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ROE นั้นจะเพิ่มขึ้นตามสูตร โดยอาจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่บริษัทมีหนี้สินมากเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นลดลง

บางอุสาหกรรมนั้นมีค่า ROE ค่อนข้างสูงเพราะประเภทของการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการนำ ROE มาใช้เปรียบเทียบในการลงทุนนั้นก็จะเหมือนการใช้ ROA คือควรที่จะใช้เปรียบเทียบกับบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันหรืออยู่ในอุตสาหกรรม ถึงจะบอกได้ว่าบริษัทนั้นมีค่า ROE สูงหรือต่ำ

SETMONITOR คำนวณ ROE อย่างไร?

ROE บนเว็บไซต์นั้นถูกคำนวณโดยใช้สูตรแตกต่างจากปกติ โดยสูตรที่ใช้คำนวณจะเป็น

ROE = กำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (TTM) / ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 4 ไตรมาสล่าสุด

โดยปกติแล้วจะเป็น ROE = กำไรสุทธิ / ( (ส่วนของผู้ถือหุ้นไตรมาสแรก + ส่วนของผู้ถือหุ้นไตรมาสสุดท้าย)/2 )

สาเหตุที่เราใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นแบบเฉลี่ยนั้นก็เพราะว่าโดยคำนวณปกติจะเห็นได้ว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำมาใช้คือไตรมาสแรก และ ไตรมาสสุดท้ายเท่านั้นทำให้ในบางครั้งตัวเลขอาจจะแตกต่างกันในกรณีที่ในช่วงไตรมาสกลางๆ มีการเปลี่ยนแปลงของส่วนของผู้ถือหุ้น

ยกตัวอย่าง

Q1

  • กำไรสุทธิ = 100 บาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น Q1 = 1,000 บาท

Q2

  • กำไรสุทธิ = 100 บาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น Q2 = 2,000 บาท (ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาท)

Q3

  • กำไรสุทธิ = 100 บาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น Q3 = 2,000 บาท

Q4

  • กำไรสุทธิ = 100 บาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น Q4 = 2,000 บาท

หากเราคำนวณ แบบปกติ

ROE = 400 บาท / ((1,000+2,000)/2) = 26.67%

แต่ถ้าคำนวณ แบบใช้ค่าเฉลี่ย

ROE = 400 บาท / ((1,000+2,000+2,000+2,000)/4) = 22.86%

จะเห็นได้ว่า ROE จะเหลือเพียงแค่ 22.86% เพราะว่าเราได้นำข้อมูลในไตรมาสที่สองที่มีการเปลี่ยนแปลงของส่วนผู้ถือหุ้นเข้ามาเป็นปัจจัย

แสดงความคิดเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนแแสดงความคิดเห็น